ทำความรู้จักกับ String
ในเนื้อหาที่ผ่านๆ มาสำหรับการพัฒนาระบบแอพบนมือถือ เราได้ทดลองใช้งานตวแปร Variable เพื่ออ้างอิงถึงข้อมูลที่เป็นตัวเลขมาแล้ว คือ integer
สำหรับเนื้อหาในตอนนี้เราจมาลองดูการอ้างอิงตัวแปรที่สามารถเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลขหรือ Numbers ได้บ้าง ซึ่งก็คือ String นั้นเอง
String แปลตรงตัวคือ เชือก
ชุดตัวอักษรตามลำดับ เช่น ก-ฮ หรือ A-Z ,รวมทั้งเครื่องหมายและอักขระพิเศษต่างๆ ต่างก็จัดอยู่ในชุดข้อมูลที่เรียกกันว่า String
จำนวนของอักษร หรือข้อมูลที่บรรจุอยู่ภายในตัวแปร String เราจะเรียกว่า ความยาวหรือ Length ซึ่งอาจจะมีเพียง 1 ตัว หรือ 2 ตัว หรือ จะเป็นค่าว่างก็ได้
ตัวอย่างโค้ดภาษา Java ที่แสดงข้อความ JOE บนหน้าจอแบบ ข้อความ
// Create a variable named firstName that can hold a string, and put a string into it.
String firstName = "JOE";
// Display the string in a piece of Toast.
Toast.makeText(this, firstName, Toast.LENGTH_SHORT).show();
// Create a variable that holds the shortest possible string.
String emptyString = "";
// Display the string in a TextView.
textView.setText(emptyString);
Nested ViewGroups คืออะไร
ในบนนี้จะขอเขียนแนะนำความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอพบนหน้าจอมือถือ ซึ่งการจัดมุมมองของข้อความนหน้าจอ จะอาศัยเทคนิคในการจัดการ โดยการสร้างมุมมองที่เรียกกันว่า Nested ViewGroupsมุมมองบนหน้าจอมือถือ จะเป็นภาพเราขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมพื้นผ้า หรือ จัตุรัส เช่น กล่องข้อความ รูปภาพ ปุ่ม เป็นต้น
มุมมองกลุ่ม คือมุมมองที่รวมเอามุมมองย่อยๆ หลายๆ ส่วนมารวมเข้าอยู่ด้วยกัน โดยมุมมองย่อยแต่ละตัวจะเรียกว่า มุมมองลูกหรือ Child view ส่วนมุมมองหลัก ที่บรรจุมุมมองย่อยๆ จะเรียกว่า มุมมองแม่ Parents view ซึ่งลูกๆ แต่ละตัว ก็จะยึดติดหรือผนวกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมุมมองแม่ ซึ่งการผนวกหรือยึดติดในตัวแม่นี้เราเรียกว่า เป็นการสร้างรังหรือผนังบ้านเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพ่อแม่แบบถาวร เราก็เลยมีศัพท์แสงที่เรียกว่า nested (completely contained) within its parent.
สำหรับลูกๆ ก็สามารถย่อยลงไปมีลูกหลานของตนเองลงไปได้อีก ซึ่งจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไป ได้ทั้งแบบ Vertical แนวดิ่ง และระนาบ horizontal Linear Layout
การออกแบบและเขียแผนผัง Diagram ความต้องการมุมมอง นับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ขั้นตอนการพัฒนาแอพออกมา ดูดี และมีความเป็นระเบียบ ไม่สับสัน และส่งผลง่ายต่อการจัดการและการเขียนโค้ดโปรแกรม เพื่อผลิตแอพสักแอพออกมาใช้งาน
ยกตัวอย่างเช่น ภาพแสดงมุมมองแบบดิ่ง vertical LinearLayout และภายในมีลูกๆ 2 ตัว ลูกตัวแรกจะมีมุมมองแบบาบ horizontal LinearLayout ซึ่งมีลูกๆ อีก 3 ตัว ส่วนลูกตัวที่สอง จะเป็นมุมมองแบบเชิงสัมพันธ์ RelativeLayout ซึ่งมีลูกๆ อีก 4 คน Pseudocode คืออะไร?
Pseudocode คืออะไร?
เครื่องคอมพิวเตอร์ือเครื่องจักรคำนวณที่ทำงานตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอุปกรณ์มือถือ Android ก็เป็นคอมพิวเตอรื และ App ก็เป็นโปรแกรม เช่นกัน
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษาของมนุษย์ในการสื่อสารหรือการสั่งทำงาน ดังนั้นโปรแกรม App จึงต้องเขียนในรหัสหรือโค้ดภาษาที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจ เช่น Java คำสั่งในการทำงานในภาษา Java เรียกว่าโค้ด และสามารถเข้าใจได้โดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือมือถือ
แต่ว่าการเขียนโค้ดภาษาโปรแกรม ก็จะดูยุ่งยากและสับสนได้ง่าย ดังนั้นขั้นตอนแรกเราจึงนิยมเขียนคำสั่งในรูปแบบที่มนุย์หรือคนเราสามารถอ่านและเข้าใจได้ โดยเราเรียกการเขียนคำสั่งแบบนี้ว่า Pseudocode ซึ่งมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อ่านเข้าใจ
เครื่องคอมพิวเตอร์ือเครื่องจักรคำนวณที่ทำงานตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอุปกรณ์มือถือ Android ก็เป็นคอมพิวเตอรื และ App ก็เป็นโปรแกรม เช่นกัน
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษาของมนุษย์ในการสื่อสารหรือการสั่งทำงาน ดังนั้นโปรแกรม App จึงต้องเขียนในรหัสหรือโค้ดภาษาที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจ เช่น Java คำสั่งในการทำงานในภาษา Java เรียกว่าโค้ด และสามารถเข้าใจได้โดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือมือถือ
แต่ว่าการเขียนโค้ดภาษาโปรแกรม ก็จะดูยุ่งยากและสับสนได้ง่าย ดังนั้นขั้นตอนแรกเราจึงนิยมเขียนคำสั่งในรูปแบบที่มนุย์หรือคนเราสามารถอ่านและเข้าใจได้ โดยเราเรียกการเขียนคำสั่งแบบนี้ว่า Pseudocode ซึ่งมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่อ่านเข้าใจ
ตั้งรหัสผ่านในการเปิดดูและแก้ไข้ไฟล์เอกสาร
ขั้นที่ 1 ให้เราเลือกงานที่เราต้องการ
ขั้นที่ 2 กด Toois
ขั้นที่่ 3 กด General Options
ขั้นที่ 2 กด Toois
ขั้นที่่ 3 กด General Options
ขั้นที่ 4 ใส่รหัสที่เราต้องการ
ขั้นที่ 5 กด ok
ขั้นที่ 6 ออกแล้วลองเข้า
ใส่รหัสที่เรา ตั้งไว้ เพียงแค่นี้ ก็ป้องกันข้อมูลข้อ เรา ให้ปลอดภัย ได้แล้วครับ
ถ้าต้องการเปลี่ยนรหัส หรือ ต้องการเอารหัสออก ก็ กดเหมือนเดิม และ ลบ รหัสออก
ทำความรู้จักกับตัวแปรหรือ Variables
ในการพัฒนาแอพด้วย Android Studio สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจความหมายและวิธีการนำเอามาใช้งานก็คือ ตัวแปร หรือภาษาอังกฤษคือ Variables นั้นเอง
ความหมายตามความเข้าใจากการศึกษา และทดลองใช้งานตัวแปร หมายถึง ตัวเลข หรือตัวอักษร ที่เรากำหนดหรือควบคุมไม่ได้ ไม่ได้เป็นค่าคงที หรือตายตัว เช่น ปกติคนเราดื่มน้ำวันละ 5-8 แก้วต่อวัน แต่ในหน้าร้อน เราอาจจะมีความต้องการดื่มน้ำมากขึ้น เป็น 8-10 แก้ว ต่อวันเป็นต้น ค่าตัวเลข ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจาก อากาศร้อน ถือเป็นตัวแปร ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเลข หรือจำนวนค่าประมาณ ความต้องการดื่มน้ำของคนเราในแต่ละวันเป็นต้น ประมาณนี้ครับ สำหรับค่าตัวแปร
Literal Value : หมายถึงค่าคงที่และค่าตายตัว เช่น ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว เป็นต้น
เพื่อหลีกเลี่ยงการเขียนค่าเดิมซ้ำๆ ในการพัฒนาโปรแกรม จึงมีการอ้างอิงชื่อของตัวแปร เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนโค้ดภาษานั้นเอง
ตัวอย่างการเขียนค่าตัวแปรในภาษา Java
ก่อนอื่นก็ต้องประกาศค่าตัวแปร หรือ Declare variables กันก่อน
เริ่มจาก
ยกตัอย่าง
int ชนิดของตัวแปร
variables name ชื่อตัวแปร
initial value ;
int numberOfCoffees = 2 ;
เพิ่มเติมมือใหม่
int ย่อมาจาก integer หมายถึง ข้อมูลที่เป็นตัวเลข รวมทั้ง 0 ด้วย และค่า - ด้วย
ตัวอย่าง Code
/**
* This method is called when the order button is clicked.
*/
public void submitOrder(View view) {
int numberOfCoffees = 3 ;
display(numberOfCoffees);
displayPrice(numberOfCoffees*5);
}
ความหมายตามความเข้าใจากการศึกษา และทดลองใช้งานตัวแปร หมายถึง ตัวเลข หรือตัวอักษร ที่เรากำหนดหรือควบคุมไม่ได้ ไม่ได้เป็นค่าคงที หรือตายตัว เช่น ปกติคนเราดื่มน้ำวันละ 5-8 แก้วต่อวัน แต่ในหน้าร้อน เราอาจจะมีความต้องการดื่มน้ำมากขึ้น เป็น 8-10 แก้ว ต่อวันเป็นต้น ค่าตัวเลข ที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจาก อากาศร้อน ถือเป็นตัวแปร ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเลข หรือจำนวนค่าประมาณ ความต้องการดื่มน้ำของคนเราในแต่ละวันเป็นต้น ประมาณนี้ครับ สำหรับค่าตัวแปร
Literal Value : หมายถึงค่าคงที่และค่าตายตัว เช่น ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว เป็นต้น
เพื่อหลีกเลี่ยงการเขียนค่าเดิมซ้ำๆ ในการพัฒนาโปรแกรม จึงมีการอ้างอิงชื่อของตัวแปร เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนโค้ดภาษานั้นเอง
ตัวอย่างการเขียนค่าตัวแปรในภาษา Java
ก่อนอื่นก็ต้องประกาศค่าตัวแปร หรือ Declare variables กันก่อน
เริ่มจาก
- ชนิดของตัวแปร
- ชื่อตัวแปร
- และค่าเริ่มต้นของตัวแปร
ยกตัอย่าง
int ชนิดของตัวแปร
variables name ชื่อตัวแปร
initial value ;
int numberOfCoffees = 2 ;
เพิ่มเติมมือใหม่
int ย่อมาจาก integer หมายถึง ข้อมูลที่เป็นตัวเลข รวมทั้ง 0 ด้วย และค่า - ด้วย
ตัวอย่าง Code
/**
* This method is called when the order button is clicked.
*/
public void submitOrder(View view) {
int numberOfCoffees = 3 ;
display(numberOfCoffees);
displayPrice(numberOfCoffees*5);
}
พื้นฐานการพัฒนาแอพแบบโต้ตอบกับผู้ใช้งาน Android Studio
จากเนื้อหาตอนแรก ทีมีการแนะนำการสร้างแอพง่ายๆ แบบหน้าเดียวหรือ Single page นั้น สำหรัการพัฒนาในเนื้อหาต่อๆไป จะเป็น การเพิ่มการพัฒนาในส่วนที่เป็นการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน เช่น การเพิ่มช่อง ใส่ข้อมูล และปุ่มคำสั่การทำงาน หรือ ประมวลผล เป็นต้น
ซึ่งในเนื้อหานี้ จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาและทำความเข้าใจกับ หน้าต่างกิจกรรมหลักของแอพ ที่เรียกกันว่า Main Activity ซึ่งโปรแกรม Android Studio จะสร้าง Code ภาษา Java ให้กับเราในส่วนนี้
การพัฒนาในขั้นตอนนี้ จะมีความน่าสนใจ และความท้าทายมากกว่า การพัฒนาแบบเบสิก ที่ยังไม่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้นั้นเอง
โดยหลักแล้ว ก็จะมีแอพที่ใช้งานทั่วไป จะประกอบกันเป็นหน้าหลัก หน้ารอง ซึ่งเชื่อมโยง และลงรายละเอียด ที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน คล้ายๆ กับการสร้างลิงค์ในการออกแบบเว็บไซต์
สิ่งที่ต้องทำคือ การออบแบบขั้นตอน ว่าต้องการอะไร จากหน้าแรก ไปหน้าสอง หน้าสาม และ หน้าต่อๆไป
สำหรับการออกแบบขั้นตอน แนะนำให้เขียนเป็นผังลำดับ ลงในหน้ากระดาษ จะช่วยให้เกิดความคิด และไม่ลืมขั้นตอนได้
สำหรับขั้นตอนนี้ จะเป็นการแนะนำ Code ภาษา Java ซึ่งจะมีการนำมาพัฒนาและใช้งานควบคู่ไปกับภาษา XML ในการพัฒนาแอพ
สำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษา Java แรกๆ ก้อาจจะงงๆ และไม่คุ้นเคยมากนัก ก้ค่อยๆ ลองศึกษา และพยายามทำความเข้าใจ จากบนพื้นฐานและ รหัสที่ง่ายๆ ไปก่อน แน่นอนว่า เมื่อผ่านไปสักระยะ ก็จะเริ่มเข้าใจได้ดีขึ้น แน่ๆ
ขอแค่อย่าพึงท้อไปเสียก่อน
ตัวอย่าง Code
android:layout_width="wrap_content"
android:text="Order"
android:layout_marginTop="16dp"
android:onClick="submitOrder"
android:layout_height="wrap_content" />
จากตัวอย่างจะเห็นว่ามีรหัสโค้ด ปุ่มทำงาน ที่สามารถประมวลผลการทำงานได้ (อักษรสีแดง)
หลักการทำงาน เมื่อปุ่มหน้าจอ ถูก กด จะไปเรียกคำสั่งทำงาน ที่อยู่อีกไฟล์หนึ่ง เป็นรหัสภาษาแบบ java
/**
* This method is called when the order button is clicked.
*/
public void submitOrder(View view) {
display(1);
}
จะเห็นว่าภาษาจาว่า จะมีกฏการเขียน เริ่มต้นด้วย เครื่องหมาย Curly brackets or braces
เครื่องหมายวงเล็บปีกกา เปิด และปิด
โดยย่อ จะมีการสร้างเมธอด เมื่อปุ่มถุกกด ขึ้นมา จากนั้นก็จะมีการเขียนโค้ดเพื่อประกาศเมธอด หรือว่า Declare method เพื่อแสดงผลข้อมูลบนหน้าจอ
/**
* This method displays the given quantity value on the screen.
*/
private void display(int number) {
TextView quantityTextView = (TextView) findViewById(R.id.quantity_text_view);
quantityTextView.setText("" + number);
}
ผลการทำงาน ก็จะได้แสดงผล เป็น เลข 1
display(1);
ซึ่งในเนื้อหานี้ จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาและทำความเข้าใจกับ หน้าต่างกิจกรรมหลักของแอพ ที่เรียกกันว่า Main Activity ซึ่งโปรแกรม Android Studio จะสร้าง Code ภาษา Java ให้กับเราในส่วนนี้
การพัฒนาในขั้นตอนนี้ จะมีความน่าสนใจ และความท้าทายมากกว่า การพัฒนาแบบเบสิก ที่ยังไม่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้นั้นเอง
โดยหลักแล้ว ก็จะมีแอพที่ใช้งานทั่วไป จะประกอบกันเป็นหน้าหลัก หน้ารอง ซึ่งเชื่อมโยง และลงรายละเอียด ที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน คล้ายๆ กับการสร้างลิงค์ในการออกแบบเว็บไซต์
สิ่งที่ต้องทำคือ การออบแบบขั้นตอน ว่าต้องการอะไร จากหน้าแรก ไปหน้าสอง หน้าสาม และ หน้าต่อๆไป
สำหรับการออกแบบขั้นตอน แนะนำให้เขียนเป็นผังลำดับ ลงในหน้ากระดาษ จะช่วยให้เกิดความคิด และไม่ลืมขั้นตอนได้
สำหรับขั้นตอนนี้ จะเป็นการแนะนำ Code ภาษา Java ซึ่งจะมีการนำมาพัฒนาและใช้งานควบคู่ไปกับภาษา XML ในการพัฒนาแอพ
สำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษา Java แรกๆ ก้อาจจะงงๆ และไม่คุ้นเคยมากนัก ก้ค่อยๆ ลองศึกษา และพยายามทำความเข้าใจ จากบนพื้นฐานและ รหัสที่ง่ายๆ ไปก่อน แน่นอนว่า เมื่อผ่านไปสักระยะ ก็จะเริ่มเข้าใจได้ดีขึ้น แน่ๆ
ขอแค่อย่าพึงท้อไปเสียก่อน
ตัวอย่าง Code
android:layout_width="wrap_content"
android:text="Order"
android:layout_marginTop="16dp"
android:onClick="submitOrder"
android:layout_height="wrap_content" />
จากตัวอย่างจะเห็นว่ามีรหัสโค้ด ปุ่มทำงาน ที่สามารถประมวลผลการทำงานได้ (อักษรสีแดง)
หลักการทำงาน เมื่อปุ่มหน้าจอ ถูก กด จะไปเรียกคำสั่งทำงาน ที่อยู่อีกไฟล์หนึ่ง เป็นรหัสภาษาแบบ java
/**
* This method is called when the order button is clicked.
*/
public void submitOrder(View view) {
display(1);
}
จะเห็นว่าภาษาจาว่า จะมีกฏการเขียน เริ่มต้นด้วย เครื่องหมาย Curly brackets or braces
เครื่องหมายวงเล็บปีกกา เปิด และปิด
โดยย่อ จะมีการสร้างเมธอด เมื่อปุ่มถุกกด ขึ้นมา จากนั้นก็จะมีการเขียนโค้ดเพื่อประกาศเมธอด หรือว่า Declare method เพื่อแสดงผลข้อมูลบนหน้าจอ
/**
* This method displays the given quantity value on the screen.
*/
private void display(int number) {
TextView quantityTextView = (TextView) findViewById(R.id.quantity_text_view);
quantityTextView.setText("" + number);
}
ผลการทำงาน ก็จะได้แสดงผล เป็น เลข 1
display(1);
ถ้าเราลองทดสอบเปลี่ยนเป็นตัวเลขอื่นๆ แล้วลองทดสอบบนหน้าจอมือถือ
ลองใช้ Math expression เช่น 2*2 ถ้ากดปุ่มจะได้ =4 เป็นต้น
หรือจะลองใส่ เป็น 18*3 + 5 ก็สามารถลองใส่โจทย์เลข เพื่อคำนวนได้ เช่นกัน
ดูเพิ่มเติม เกี่ยวกับตัวสั่งทำงานตัวเลขในภาษา Java
https://docs.oracle.com/javase/tutorial/java/nutsandbolts/opsummary.html
ลองใช้ Math expression เช่น 2*2 ถ้ากดปุ่มจะได้ =4 เป็นต้น
หรือจะลองใส่ เป็น 18*3 + 5 ก็สามารถลองใส่โจทย์เลข เพื่อคำนวนได้ เช่นกัน
ดูเพิ่มเติม เกี่ยวกับตัวสั่งทำงานตัวเลขในภาษา Java
https://docs.oracle.com/javase/tutorial/java/nutsandbolts/opsummary.html
การสร้างหมวดหมู่บทความ Joomla
การสร้างเนื้อหาให้กับเว็บไซต์ สำหรับ Joomla! จะเรียกเนื้อหาที่สร้างขึ้นว่า Article หรือบทความนั่นเอง โดยปกติ ในกรณีที่มีการติดตั้ง Joomla! พร้อมตัวอย่างข้อมูลลงไปด้วย ก็จะมีบทความตัวอย่างที่ผู้พัฒนา Joomla! ได้ใส่ไว้ โปรแกรม Joomla! ก็จะเรียกข้อมูลของบทความดังกล่าวขึ้นมาแสดง
บทความที่สร้างขึ้นใน Joomla! นั้น เราควรแบ่งให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการอ้างอิง การค้นหา บทความที่จะเลือกมาใช้งาน เช่น การทำเมนู หรือการทำลิงค์กับบทความ ซึ่ง Joomla!จะมีวิธีการแบ่งหมวดหมู่การจัดการเนื้อหา Contents บนเว็บไซต์ ออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ
Joomla! สามารถสร้างจำนวนของหมวดหมู่และประเภทของบทความได้ไม่จำกัด จริงๆแล้วอาจจะไม่จัดหมวดหมู่ให้กับบทความก็ได้ โดยบทความนั้นจะไปอยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่า Uncategoried ทำให้ไม่ต้องมี Category ในหมวดหมู่นี้
แต่แนะนำว่า ให้กำหนดหมวดหมู่บทความจะดีที่สุด
2จะเข้าสู่หน้า Section Manager ให้คลิกปุ่ม New เพื่อสร้างหมวดหมูบทความ
3 ในช่อง Title ให้ใส่ชื่อหมวดหมู่บทความ
4 ที่ Published ให้คลิกเลือก Yes เพื่อแสดง
5 ช่อง Access Level ให้กำหนดระดับผู้ใช้งานที่สามารถเข้าถึงได้
6 คลิกปุ่ม Save เพื่อจัดเก็บข้อมูลของหมวดหมู่บทความ
1 Log in ในส่วนของผู้ดูแลระบบหรือ Admin แล้วเลือกเมนู Content; Category Manager
2 จะเข้าสู่หน้า Category Manger .คลิกปุ่ม New เพื่อสร้างประเภทบทความใหม่
3 ในช่อง Title ให้พิมพ์ชื่อประเภทบทความ
4 ที่ Published ให้คลิก Yes เพื่อแสดงบทความในประเภทบทความนี้ทางเว็บไซต์
5 ให้เลือกหมวดหมู่บทความที่จะจัดเก็บประเภทบทความ
บทความที่สร้างขึ้นใน Joomla! นั้น เราควรแบ่งให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการอ้างอิง การค้นหา บทความที่จะเลือกมาใช้งาน เช่น การทำเมนู หรือการทำลิงค์กับบทความ ซึ่ง Joomla!จะมีวิธีการแบ่งหมวดหมู่การจัดการเนื้อหา Contents บนเว็บไซต์ ออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ
- Section หรือหมวดหมู่บทความ ซึ่งก็คือการแบ่งกลุ่มของเนื้อหาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ นั่นเอง
- Category หรือประเภทของบทความ เป็นการแบ่งเนื้อหาเป็นกลุ่มย่อยๆ อีกที
- Article หรือบทความ ซึ่งจะอยู่รวมกันใน Category
Joomla! สามารถสร้างจำนวนของหมวดหมู่และประเภทของบทความได้ไม่จำกัด จริงๆแล้วอาจจะไม่จัดหมวดหมู่ให้กับบทความก็ได้ โดยบทความนั้นจะไปอยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่า Uncategoried ทำให้ไม่ต้องมี Category ในหมวดหมู่นี้
แต่แนะนำว่า ให้กำหนดหมวดหมู่บทความจะดีที่สุด
วิธีการสร้างหมวดหมู่และบทความ (Section)
1 Log in ในส่วนของผู้ดูแลระบบหรือ Admin แล้วเลือกเมนู Content แล้วกด Section Manager2จะเข้าสู่หน้า Section Manager ให้คลิกปุ่ม New เพื่อสร้างหมวดหมูบทความ
3 ในช่อง Title ให้ใส่ชื่อหมวดหมู่บทความ
4 ที่ Published ให้คลิกเลือก Yes เพื่อแสดง
5 ช่อง Access Level ให้กำหนดระดับผู้ใช้งานที่สามารถเข้าถึงได้
6 คลิกปุ่ม Save เพื่อจัดเก็บข้อมูลของหมวดหมู่บทความ
การสร้างประเภทบทความ (Category)
ภายใต้หมวดหมู่บทความ จะมีการสร้างประเภทบทความดังนี้1 Log in ในส่วนของผู้ดูแลระบบหรือ Admin แล้วเลือกเมนู Content; Category Manager
2 จะเข้าสู่หน้า Category Manger .คลิกปุ่ม New เพื่อสร้างประเภทบทความใหม่
3 ในช่อง Title ให้พิมพ์ชื่อประเภทบทความ
4 ที่ Published ให้คลิก Yes เพื่อแสดงบทความในประเภทบทความนี้ทางเว็บไซต์
5 ให้เลือกหมวดหมู่บทความที่จะจัดเก็บประเภทบทความ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





